facebook share
facebook share
 
“…ในความคิดเห็นของเรา การทำอะไรแล้วมีสติ คิดก่อนว่าทำแล้วมันไม่รั่ว มันไม่ไหล นั่นก็คือความหมายอย่างเข้าใจง่าย ๆ ของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับผู้ต้องขัง อาจต้องอธิบายแล้วก็ยกตัวอย่างให้เขาฟังว่า การปลูกผัก เลี้ยงกบ หรือเลี้ยงปลาที่สอนไปนั้น ทำเพื่ออะไร เพื่อว่าได้มีของกิน โดยไม่ต้องซื้อ คือ เราจะได้ไม่ต้องจ่าย หรือถ้าต้องจ่าย ก็จ่ายแต่จำเป็น ไม่ใช้จ่ายเกินตัว อันนี้ละความพอเพียง ยกตัวอย่างให้ผู้ต้องขังฟัง เขาฟัง เขาก็อาจจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น การนำเสนอ ก็ต้องทำให้เขาเข้าใจว่า ไม่ต้องออกไปทำเกษตรทุกคน หรือทำแบบที่ทำทุกวันนี้ ให้ทำในสิ่งที่จำเป็น เพราะการสอนคน เราต้องสอนให้คนรู้จักคิด…”

พระดำรัสของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ณ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

ข้อมูลจาก โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

 

ความเป็นมา

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงดำริให้จัดตั้งโครงการกำลังใจ เพื่อประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการโอกาสในสังคมไทย เนื่องด้วยทรงดำริว่า ทุกคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็ต่อเมื่อรู้จักรักษาสิทธิของตน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น กระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลทุกฝ่ายในสังคมก็น่าที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง

แต่กระนั้นในบางครั้ง กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มผู้ถูกคุมประพฤติ หรือผู้ที่เป็นจำเลย กลับมิได้รับโอกาสเท่าที่ควร ในการที่จะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมส่วนรวม ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ขาดโอกาสที่จะดำเนินชีวิตดังที่ควร ทรงดำริว่าผลงานจากโครงการกำลังใจ จะช่วยให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้ตระหนักว่ายังมีผู้ที่เต็มใจจะให้โอกาส และเอาใจช่วยให้พวกเขาสามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ และเมื่อทุกคนได้รับโอกาสที่สมควรแล้วจะต้องรู้จักในการเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการกระทำผิด ซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้กลับมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีส่วนที่จะช่วยให้สังคมส่วนรวมกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกด้วย

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้กับกลุ่มผู้ที่ก้าวพลาดทำให้ชีวิตต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและผู้ขาดโอกาสกลุ่มอื่น ๆ ให้สามารถมีโอกาสกลับมาดำรงชีวิตเป็นคนดีของสังคมได้อย่างปกติสุข
  2. เพื่อให้ผู้มีจิตกุศลและมีจิตศรัทธา ได้รับทราบและสามารถมีส่วนร่วมให้การช่วยเหลือ สนับสนุนแก่กลุ่มผู้ต้องการกำลังใจและผู้ขาดโอกาสเหล่านี้ ดังพระดำริของพระเจ้าหลานเธอฯ
  3. เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมที่พร้อมจะเป็นกำลังใจและให้โอกาสแก่ผู้ที่แม้ชีวิตจะเคยก้าวพลาดแต่ก็พร้อมที่จะเริ่มชีวิตใหม่เป็นคนดีของสังคม
  4. เพื่อเผยแพร่พระดำริเกี่ยวกับการประทานกำลังใจให้แก่กลุ่มผู้ต้องการกำลังใจและโอกาสเหล่านี้ต่อสาธารณชน

เป้าหมาย  

โครงการกำลังใจ มีเป้าหมายที่จะดำเนินกิจกรรมที่เป็นการเสริมและไม่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ทางราชการได้ดำเนินการอยู่แล้ว โดยจะเลือกกลุ่มเป้าหมาย และกิจกรรมที่น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด และช่วยส่งเสริมและพัฒนาสิ่งที่ทางราชการไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขาดแคลนปัจจัยต่าง ๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายได้แก่ กลุ่มผู้ต้องขังสตรี กลุ่มเด็กติดผู้ต้องขัง กลุ่มเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดและกลุ่มผู้ขาดโอกาสอื่น ๆ ในกระบวนการยุติธรรม 

นอกจากการให้กำลังใจและให้โอกาสแก่กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวแล้ว โครงการฯ ยังมีเป้าหมายสำคัญในการรณรงค์ให้สังคมไทย เป็นสังคมที่พร้อมจะเป็นกำลังใจ และให้โอกาสแก่บุคคลที่แม้จะก้าวพลาดแต่ก็ได้เรียนรู้ที่จะเริ่มชีวิตใหม่เป็นคนดีของสังคม 

ประโยชน์ที่ได้รับ

  • กลุ่มผู้ที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมได้รับความช่วยเหลือได้รับโอกาส และมีกำลังใจที่จะเริ่มชีวิตใหม่ในสังคมต่อไป
  • ช่วยให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ที่ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ทั่วถึงในการให้ความช่วยเหลือและให้โอกาสแก่กลุ่มผู้ต้องการกำลังใจเหล่านี้
  • หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคลต่าง ๆ ตระหนักถึงปัญหา และทราบถึงช่องทางที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือ สนับสนุน เพื่อเป็นการให้โอกาส และกำลังใจแก่กลุ่มบุคคลเหล่านี้
  • สังคมไทยได้เข้าใจปัญหาของผู้ที่เคยก้าวพลาดที่ต้องการโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ และมีความพร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้ความช่วยเหลือและให้โอกาส แก่กลุ่มบุคคลเหล่านี้และกลุ่มผู้ขาดโอกาสอื่น ๆ อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสงบสุขและสมานฉันท์ 

การดำเนินงานของโครงการ

โครงการกำลังใจ ส่งเสริมและพัฒนากลุ่มผู้ขาดโอกาสอื่น ๆ ในกระบวนการยุติธรรม  อาทิ กลุ่มผู้ต้องขังสตรี กลุ่มเด็กติดผู้ต้องขัง กลุ่มเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดและกลุ่มผู้ขาดโอกาสอื่น ๆ ในกระบวนการยุติธรรม นอกจากการให้กำลังใจและให้โอกาสแก่กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวแล้ว โครงการฯ ยังมีเป้าหมายสำคัญในการรณรงค์ให้สังคมไทย เป็นสังคมที่พร้อมจะเป็นกำลังใจ และให้โอกาสแก่บุคคลที่แม้จะก้าวพลาดแต่ก็ได้เรียนรู้ที่จะเริ่มชีวิตใหม่เป็นคนดีของสังคม 

การดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปัจจุบัน ได้ให้การสนับสนุนและขยายความร่วมมือ ตลอดจนความช่วยเหลือไปยังทัณฑสถานและเรือนจำต่าง ๆ อาทิ โครงการแม่และเด็ก โครงการเศรษฐกิจพอเพียง โครงการกำลังใจเชิงลึก และโครงการในพระดำริอื่น ๆ ตามรายละเอียดดังนี้ 

1. โครงการแม่และเด็ก

ผู้ต้องราชทัณฑ์ในประเทศไทย มีผู้ต้องขังหญิงที่มีจำนวนไม่มาก จึงส่งผลให้การดูแลจะเน้นผู้ต้องขังชายมากกว่า ดังนั้นการดูแลแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่เป็นกลุ่มน้อย จึงไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อการที่ผู้ต้องขังเหล่านั้นไม่สามารถที่จะกลับคืนสู่สังคมได้อย่างเดิม หรือหากกลับมายืนในสังคมได้ก็ยังมีบาดแผลที่อยู่ในใจ ที่ได้รับการเยียวยามากน้อยตามสภาพของงบประมาณที่ทางราชการได้จัดสรรดูแลให้ โดยเฉพาะปัญหาของผู้ต้องขังหญิงโดยเฉพาะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และเด็กติดผู้ต้องขังหรือเด็กที่เราเรียกว่าคลอดในคุก 

ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน ได้ทรงขยายความช่วยเหลือไปยังทัณฑสถานและเรือนจำต่าง ๆ เช่น ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก เรือนจำกลางอุดรธานี เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรือนจำกลางระยอง เรือนจำจังหวัดตรัง เรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เรือนจำอำเภอฝาง เป็นต้น รวม 16 แห่ง โดยยังคงมีรูปแบบความช่วยเหลือเช่นเดียวกับที่กรุงเทพฯ แต่พระเจ้าหลานเธอฯ ยังคงมีพระดำริที่มองว่า การให้ความช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าวยังไม่น่าจะเพียงพอต่อการที่จะทำให้ผู้ต้องขังสามารถออกไปมีชีวิตเช่นปกติได้ จึงทรงเริ่มให้มีการพัฒนาทักษะความรู้และวิชาชีพให้ผู้ต้องขังสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ โดยวิชาชีพทีได้ดำเนินการจะคำนึงถึงความถนัด ทักษะ และความต้องการด้านการตลาดเป็นพื้นฐานสำคัญ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ผู้ต้องขังโดยประทานแบรนด์ว่า Inspire by Princess Pa 

2. โครงการเศรษฐกิจพอเพียง

จากที่ผ่านมาพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มีพระดำริให้ดำเนินโครงการกำลังใจฯ เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จจนได้มีการนำไปสู่การจัดทำเป็นมาตรฐานระดับโลก แต่นอกจากโครงการให้ความช่วยเหลือต่อผู้ต้องขังหญิงแล้ว พระองค์ยังทรงได้มีพระเมตตาต่อผู้ต้องขังชายด้วยเช่นกัน โดยมีพระดำริที่จะช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังชายที่ใกล้พ้นโทษได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถทางอาชีพ มีทัศนคติในเชิงบวก และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข และไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก จึงได้น้อมนำแนวทางตาม "หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตของผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ 

ทรงศึกษาเรียนรู้การใช้ชีวิตตาม "หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อการดำรงชีวิตและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสังคมไทยให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง จนพระองค์ท่านทรงมีความเชื่อมั่นว่า การดำเนินชีวิตตามแนวคิดนี้ เป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ 

กระทรวงยุติธรรมโดยกรมราชทัณฑ์จึงได้รับแนวทางพระดำริ โดยน้อมนำมาปรับใช้ในเรือนจำชั่วคราว ซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังที่ต้องโทษเป็นครั้งแรก และใกล้พ้นโทษ โดยเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือจำคุกมาแล้ว 1 ใน 4 และดำเนินการในลักษณะนำร่องใน 4 พื้นที่ ดังนี้ 1) เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ สังกัดเรือนจำจังหวัดตราด 2) เรือนจำชั่วคราวแคน้อย สังกัดเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์  3) เรือนจำชั่วคราวดอยราง สังกัดเรือนจำกลางเชียงราย  4) เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง สังกัดเรือนจำจังหวัดชัยนาท และต่อมาได้ขยายการนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในอีก 1 เรือนจำ คือ เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน จังหวัดสุรินทร์ 

ทรงโปรดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความรู้โดยวิทยากรจากมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก โดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 คือ การอบรมตามหลักสูตรของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก
  • ระยะที่ 2 คือ การให้ Treatment หรือการใส่วิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้ฐานความคิดความเชื่อของผู้ต้องขัง รวมทั้งประชาชนในรอบ ๆ ชุมชนที่ผู้ต้องขังจะกลับไปพักอาศัยภายหลังพ้นโทษมีความเชื่อมั่นและน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ในชีวิตอย่างยั่งยืน
  • ระยะที่ 3 คือ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยที่จะต้องมีการประสานระหว่างกรมคุมประพฤติกรมราชทัณฑ์ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะให้โอกาสผู้ต้องขังเหล่านี้
  • ระยะที่ 4 คือ การดูแลภายหลังปล่อยหรือ Aftercare ที่จะต้องมีการติดตามและให้ความช่วยเหลือรวมทั้งเน้นให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษจากเรือนจำไปแล้วยังเข้าใจเสมอว่า กรมราชทัณฑ์และกรมคุมประพฤติเป็นที่พึ่งได้เสมอแม้ว่าจะออกจากเรือนจำไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงด้วยภารกิจงานที่มาก อัตรากำลังที่จำกัด กฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไปแล้วสามารถที่จะตั้งตัวได้ จึงทำให้โครงการในพระดำริในพระเจ้าหลานเธอฯ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยจะมีการจัดตั้งกองทุนและจัดตั้งระบบสหกรณ์ เพื่อให้มีการยืมเงินเพื่อไปประกอบอาชีพ และมีระบบออมเงินขณะอยู่ในเรือนจำ

และหลังจากดำเนินโครงการ กระทรวงยุติธรรมได้มีการติดตามประเมินผลความสำเร็จของการดำเนินงานโครงการฯ โดยการติดตามผู้ต้องขังหลังปล่อย พบว่าผู้ต้องขังได้มีความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  และนำไปปฏิบัติจนเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตโดยตลอด โดยผู้ต้องขังสามารถช่วยเหลือตนเองและครอบครัว ปลอดจากหนี้สิน มีเงินออม และเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นในชุมชน อีกทั้งไม่หวนกลับมาทำกระทำผิดซ้ำอีก นอกจากนั้นผู้ต้องขังยังได้กลับมาเป็นวิทยากรเล่าเรื่อง บอกเล่าประสบการณ์แก่ผู้ต้องขังรุ่นน้องให้มีแรงจูงใจในการน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ในการดำเนินชีวิตด้วย 

3. โครงการกำลังใจเชิงลึก

ต่อมาเมื่อมีข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิงที่จะต้องพยายามดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐาน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ยังทรงมีพระวินิจต่อการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ ในโอกาสจากนี้ต่อไปภายหลังที่ "ข้อกำหนดกรุงเทพ" ประกาศใช้ว่า ต้องยึดหลักของการที่จะทำให้ผู้ต้องขังหญิงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งดำเนินกิจกรรมหรือโครงการที่มากกว่าการสร้างกำลังใจระยะสั้น และทรงประทานว่าเป็น "การให้กำลังใจเชิงลึก" 

การให้กำลังใจเชิงลึก จึงถือเป็นการดำเนินการที่ต้องการให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมทั้งเป็นการปฏิบัติที่สอดรับกับการดำเนินการตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล รวมทั้งการช่วยเหลือผู้ต้องขังที่จริงจัง และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือ โดยไม่ได้ทรงทำแบบฉาบฉวย ทรงรับสั่งว่า ในเรื่องการทำงานกำลังใจเชิงลึก เมื่อได้รับทราบถึง ความต้องการของผู้ต้องขังที่ต้องการให้ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง เช่น ในด้านการส่งเสริมการพัฒนาจิตใจสนับสนุนให้ผู้ต้องขังหญิงมีจิตใจที่ดีขึ้น สบายใจ มีพลังที่จะต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ แม้ว่าผู้ต้องขังจะต้องโทษจำคุกอยู่เป็นเวลานาน หรือบางรายอาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ก็สามารถที่จะดำรงชีวิตภายใต้กำแพงเรือนจำได้อย่างมีอิสระทางใจ ไม่เกิดความทุกข์ สามารถที่จะใช้เวลาและพื้นที่ ที่ถูกจำกัดอิสรภาพเติมเต็มความสุขให้ตนเอง และอาจเผื่อแผ่ไปยังเพื่อน ๆ ในเรือนจำด้วย  ในด้านการฝึกอาชีพ ทรงสนับสนุนให้มีการพัฒนาทักษะ ส่งเสริมการฝึกอาชีพอย่างจริงจัง เพื่อสามารถที่จะนำไปเป็นอาชีพติดตัวได้เมื่อพ้นโทษ ในด้านการส่งเสริมความรู้ ทรงประทานแนวทางให้ในหลายอย่าง ที่จะทำให้ผู้ต้องขังมีความรู้ติดตัว ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ในกรณีที่ไม่สามารถอ่าน เขียนภาษาไทยได้  และมีการสนับสนุนให้มีการนำวิทยากรมาสอนภาษาอังกฤษ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาความรู้ด้านกฎหมาย โดยกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทรงประทานให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยมีการส่งเสริมออกมาเป็นกิจกรรมความสำเร็จมากมาย อาทิ การสอนงานเขียนเรื่องเล่า เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถ ดึงศักยภาพในตัวตนออกมาใช้ในงานเขียน และมีโอกาสทบทวนตนเอง ให้เห็นคุณค่าในตนเอง ทั้งจากการสนับสนุนโดยกระทรวงยุติธรรม เครือข่ายพุทธิกาเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม โดยพระไพศาล วิสาโล วิทยากรพิเศษ และความร่วมมือจากภาคเอกชน สำนักพิมพ์อีกมากมาย ที่ส่งเสริมการต่อยอดความสำเร็จ ทั้งในรูปแบบของ นักเขียนดีเด่น ตัวหนังสือดีเด่น สารคดี และรางวัลนักเขียนรุ่นใหม่ และยังสร้างรายได้ให้เจ้าของผลงานได้อีกด้วย 

4. โครงการกำลังใจกับเด็กและเยาวชน

กลุ่มเด็กและเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก เป็นกลุ่มที่ทรงมีพระดำริให้ดำเนินการเป็นการนำร่องพัฒนาและประทานความช่วยเหลือ เช่น

  • นำธรรมะมาช่วยในการอบรมเยียวยาเด็กและเยาวชน โดยร่วมกับวัดปัญญานันทาราม มีการจัดค่ายคุณธรรมเยาวชนพุทธบุตร พุทธธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนก่อนปล่อย หลังจากนั้นมีอีกหลายกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากการเข้าค่ายดังกล่าว
  • การฝึกวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งทรงให้หน่วยงานด้านการศึกษา เช่น โรงเรียนจิตรลดาแผนกอาชีวะร่วมฝึกวิชาชีพให้กับเด็กและเยาวชนในบ้านกาญจนาภิเษก เป็นต้น ซึ่งเป็นการทดลองนำร่องในการดำเนินในกลุ่มเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
  • เสริมสร้างกำลังใจเพื่อแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ในด้านต่าง ๆ เช่น การนำศาสตร์ด้านละครเข้าไปเป็นแนวทางหนึ่งในการบำบัดและฟื้นฟูเยาวชน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้มีการนำศาสตร์ละครเข้าไปสอนในศูนย์ฝึกและอบรมทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ฝึกฯ ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี สงขลา และบ้านปราณี ซึ่งเป็นพระดำริของพระเจ้าหลานเธอฯ ในการประทานแนวทางการแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งเมื่อได้รับการฝึกฝนจากคณะละครมรดกใหม่แล้วได้มีการนำเด็กและเยาวชนทั้งหมด มารวมตัวกันเพื่อแสดงละครเวทีเรื่อง พระอาทิตย์ในมือผม ณ ศูนย์ประชุมสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) เปิดทำการแสดง 6 รอบ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน – วันที่ 2 ตุลาคม 2554 เป็นเรื่องราว 6 เรื่องล้วนหลากเรื่องหลายอารมณ์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้เรียนรู้ การสร้างคุณค่า และทัศนคติที่ดี เพื่อเป็นส่วนที่ดีในสังคมต่อไป